Home Blog อาการปวดสะบัก...

อาการปวดสะบัก อันตรายไหม รักษาได้อย่างไร?

อาการปวดสะบัก เป็นหนึ่งในอาการของผู้ที่ทำงานในท่าเดิมซ้ำ ๆ อย่างชาวออฟฟิศ หรือกลุ่มคนวัยทำงาน เนื่องจากวิถีชีวิตที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ จึงส่งผลทำให้เกิดอาการเจ็บปวดขึ้นมาได้ นอกจากนี้อาการปวดสะบักยังเกิดขึ้นในผู้ที่บาดเจ็บจากการออกกำลังกาย หรือผู้ที่ใช้งานกล้ามเนื้อสะบักหนักเกินไป โดยอาการปวดนั้น อาจเกิดในบริเวณสะบัก ร่องสะบัก หรือบริเวณใกล้เคียง เช่น คอ บ่า ไหล่ หรือต้นแขน เป็นต้น ทั้งนี้สาเหตุของการปวดสะบักหลังก็ยังแบ่งออกได้เป็นอีกหลายประการด้วย โดยแต่ละสาเหตุก็มีความอันตรายรุนแรงมากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้น ในบทความนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอาการปวดสะบัก ทั้งสาเหตุ อาการ รวมไปจนถึงวิธีแก้ไข วิธีการรักษา การบรรเทาต่าง ๆ ในกรณีที่เกิดอาการขึ้นแล้ว จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

อาการปวดสะบัก อันตรายไหม รักษาได้อย่างไร?

สาเหตุของอาการปวดสะบัก

สามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดได้หลายประการด้วยกัน ซึ่งก็จะเกี่ยวพันกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคนว่ามีการใช้ชีวิตมาแบบไหนบ้าง ผ่านเหตุการณ์อะไรที่ส่งผลกระทบต่อบริเวณหลัง และสะบักมาบ้าง โดยสามารถแบ่งสาเหตุหลัก ๆ ของการปวดสะบักหลังมีดังต่อไปนี้

อาการปวดสะบักหลังที่มาจากกล้ามเนื้อมีปัญหา

ถือเป็นสาเหตุของอาการปวดสะบักหลังที่พบได้บ่อยที่สุด โดยจะเกิดจากการที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบ ๆ สะบักหลัง ตลอดจนกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ เกิดการใช้งานอย่างหนักจนยึดตึง หรือถูกกระแทก ถูกชน ก็จะทำให้เกิดอาการปวดได้ในที่สุด

อาการปวดสะบักหลังที่เกิดจากกระดูกมีปัญหา

อาจมีปัญหาเรื่องกระดูกบริเวณคอ กระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม หรือมีภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท จนทำให้เส้นประสาทบริเวณกล้ามเนื้อสะบักหลังตึง หรืออักเสบ ก็จะทำให้เกิดอาการปวดร้าวที่สะบักหลังได้ แต่ก็ถือว่าพบได้ไม่บ่อยมากนัก หรือถ้าพบจากสาเหตุนี้ก็มักจะเจอร่วมกันกับอาการปวดกล้ามเนื้อ

อาการปวดสะบักหลังที่เกิดจากกระดูกแตกหัก

มีสาเหตุมาจากการเกิดอุบัติเหตุจนทำให้กระดูกบริเวณสะบักหลังแตกหรือหัก ซึ่งเมื่อเกิดภาวะกระดูกแตก กระดูกหัก กล้ามเนื้อก็จะต้องเกร็งเพื่อพยุงกระดูก จึงทำให้เกิดอาการปวด หรือมีแผลเกิดขึ้น

อาการปวดสะบักหลังที่เกิดจากโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น อาจเกิดได้จากโรคออฟฟิศซินโดรม หรือจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แล้วเส้นประสาทที่ถูกทับนั้นเป็นเส้นที่เชื่อมโยงไปยังบริเวณสะบักหลังพอดี ก็จะทำให้กล้ามเนื้อตึง และเกิดการปวดสะบักหลังขึ้นมาได้

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดการปวดสะบัก

  • การใช้แรงยกของหนักเกินกำลังตนเอง หรือยกของหนักผิดท่า
  • การมีท่าทางการนั่งที่ไม่เหมาะสม เช่น นั่งเอียงคอ นั่งก้ม ๆ เงย ๆ คอ นั่งยื่นคอ ไหล่ห่อโดยไม่รู้ตัว
  • ทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อสะบักหลังซ้ำ ๆ เช่น การทาสีผนัง-เพดาน การรีดผ้า การซ่อมแอร์ หรือการทำสิ่งอื่น ๆ ที่ต้องยกแขนค้างไว้เป็นเวลานาน ฯลฯ
  • นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ แล้วไม่ได้ยืดเส้นยืดสายบ่อย ๆ
  • มีการสะพายกระเป๋าหนักจนเกินไป

ลักษณะของอาการปวดสะบัก

อาการปวดสะบักที่หลายคนพบอาจจะมีอาการแตกต่างกัน เพราะอาการปวดสะบักสามารถเกิดได้หลากหลายรูปแบบ และหลายบริเวณ โดยแต่ละบริเวณจะมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งอาการปวดสะบักออกเป็น 5 อาการใหญ่ ๆ ได้ดังนี้

ปวดสะบักเพียงอย่างเดียว (สะบักจม)

อาการปวดสะบักจม ปวดสะบักซ้าย หรือ ปวดสะบักขวาข้างเดียว มักมีสาเหตุมาจากการอักเสบข้อกล้ามเนื้อ และเส้นประสาทบริเวณรอบ ๆ ซึ่งทำให้เกิดพังผืดมายึดเกาะ ทำให้ไม่สามารถลำเลียงออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบริเวณรอบ ๆ จึงทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย

ปวดล้ากล้ามเนื้อระหว่างสะบัก 2 ข้าง

การปวดสะบัก 2 ข้างพร้อมกัน มักมีสาเหตุมาจากการใช้งานกล้ามเนื้อหนักจนทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมัดลึกที่หลังส่วนล่าง (Serratus Posterior Superrior), กล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงสะบัก (Rhomboid) และกล้ามเนื้อ Longissimus Thoracis ทำให้เกิดก้อน Trigger point ซึ่งการเกิดพังผืดหรือก้อน Trigger point จะไปรบกวนการลำเลียงสารอาหาร และออกซิเจน จึงทำให้เกิดอาการปวดสะบักในที่สุด และอาการปวดล้ากล้ามเนื้อระหว่างสะบักทั้ง 2 ข้าง ยังเป็นสัญญาณเตือนของอาการออฟฟิศซินโดรมอีกด้วย

ปวดสะบักร่วมกับอาการอื่น

  • ปวดสะบักร่วมกับปวดคอ บ่า ไหล่ มักจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคออฟฟิศซินโดรม โดยการปวดสะบักร่วมกับปวดคอ บ่า ไหล่ เป็นสัญญาเตือนว่าเกิดการกดทับกันของเส้นประสาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ควรรีบไปพบแพทย์
  • ปวดสะบักร่วมกับปวดหลัง โดยมีสาเหตุมาจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมัดลึกที่หลังส่วนล่าง (Serratus Posterior Superrior) ซึ่งถ้าหากปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้เข้ารับการรักษาที่ถูกต้องอาการปวดสามารถลามไปยังบริเวณใกล้เคียงอื่น ๆ ได้
  • ปวดสะบักร่วมกับหายใจไม่อิ่ม หรือเจ็บสะบักเวลาหายใจเข้า-ออก อาการเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อส่วนอกที่เชื่อมต่อกับสะบัก ที่อาจจะมีพังผืดเกาะอยู่บริเวณกล้ามเนื้อหน้าอก

ปวดสะบักร้าวลงแขน

ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการใช้งานกล้ามเนื้อสะบักหลังมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็น การทำกิจกรรมบางชนิด การทำงาน การเล่นกีฬา หรือการออกกำลังกาย จึงทำให้เส้นประสาทถูกรบกวนจนทำงานผิดปกติ

ปวดสะบักเฉียบพลัน

ส่วนใหญ่มักจะเป็นอาการที่มีความรุนแรง และอันตรายสูง โดยผู้ที่มีอาการหัวใจหาย เส้นเลือดอุดตันในปอด หรือหลอดเลือดฉีกขาด อาจจะเกิดอาการปวดสะบักเฉียบพลันอย่างรุนแรง ซึ่งอาการปวดจะมีความรุนแรง และอันตรายมากกว่าปกติ จึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาโดยทันที

ทั้งนี้อาการปวดสะบักร่วมกับอาการอื่น ๆ นับว่าเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย ที่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกาย และรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง

การรักษาอาการปวดสะบัก

แนวทางในการรักษาอาการปวดสะบักหลังนั้น จะแบ่งออกไปตามสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นในคนไข้แต่ละราย และขึ้นอยู่กับการพิจารณาตามดุลยพินิจของแพทย์ว่า อาการรุนแรงมากน้อยเพียงใด และเหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีการหรือเครื่องมือแบบไหน ซึ่งสามารถแบ่งแนวทางในการรัษาอาการปวดสะบักหลังออกได้ ดังต่อไปนี้

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดสะบักไม่รุนแรง หรือเป็นเพียงอาการเริ่มต้น ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อยับยั้งความรุนแรงของโรค เพราะสาเหตุของอาการปวดสะบักมักจะมีจากพฤติกรรมบางอย่าง ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน ๆ
  • ควรบริหารกล้ามเนื้อระหว่างวัน
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • ออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ
  • ปรับท่านั่งให้เหมาะสมกับสรีระ

การรักษาโดยการใช้ยา

  • ยาทาน อาการปวดสะบักสามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วย การรับประทานยาคล้ายกล้ามเนื้อ หรือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน ทั้งนี้การรับประทานยาเพื่อลดอาการปวดเมื่อยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย
  • ยาฉีด ในกรณีที่ผู้ปวดเกิดอาการปวดรุนแรงไม่สามารถทนอาการปวดได้ แพทย์อาจจะแนะนำวิธีบรรเทาอาการปวดด้วยการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ ที่ช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และบรรเทาอาการปวดได้ดี ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีบรรเทาอาการปวดชั่วคราวเท่านั้น

การทำกายภาพบำบัด

เป็นวิธีรักษาอาการปวดสะบักที่ได้ผลลัพธ์ดี แต่การทำกายภาพบำบัดจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือนักกายภาพที่เชี่ยวชาญ และมีใบประกอบวิชาอย่างถูกต้องเท่านั้น และไม่แนะนำให้ทำกายภาพด้วยตนเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจจะทำให้อาการแย่ลงได้

การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shockwave)

ป็นการใช้คลื่นที่มีความถี่ต่ำที่มีความดันสูง ช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเกิดความเสียหา ยและซ่อมแซมตนเอง โดยวิธีนี้สามารถรักษาอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ และพังผืดที่เกิดได้ และเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงต่ำมาก

การผ่าตัด

เป็นวิธีที่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะอาการปวดสะบักสามารถรักษาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ และการทำกายภาพที่ถูกวิธี แต่อาจจะมีอาการปวดสะบักบางอาการที่จำเป็นต้องผ่าตัด เช่น อาการปวดสะบักรุนแรง อาการปวดสะบักที่มีสาเหตุมาจากโรคข้ออักเสบ หรือกระดูกสะบักหัก เป็นต้น

แนะนำท่ากายบริหารบรรเทาอาการปวดสะบัก

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดสะบักสามารถบรรเทาอาการปวด หรือความรุนแรงของโรคได้ด้วยการทำกายบริหาร ได้แก่

  1. ท่ายืดกล้ามเนื้อสะบัก และหัวไหล่ โดยยืนตรง และเหยียดแขนซ้ายไปทางขวา พร้อมใช้มือข้างขวากดที่ข้อศอกซ้าย จนรู้สึกว่าหัวไหล่ตึง นับ 1-10 แล้วสลับข้าง ทำแบบเดิมซ้ำ 3 เซ็ทต่อวัน
  2. ท่าบีบสะบักไหล่ ท่านี้สามารถทำได้ทั้งในขณะที่นั่งหรือยืน โดยยืดหลังตรง แขนทั้งสองข้างแนบลำตัว และออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อสะบัก พร้อมบีบเข้าหากลางลำตัว นับ 1-10 แล้วสลับข้าง ทำแบบเดิมซ้ำ 3 เซ็ทต่อวัน
  3. ท่ายืดกล้ามเนื้อสะบัก และหลังส่วนบน โดยยืนตัวตรง พร้อมเหยียดแขนสองข้างไปข้างหน้า มือประสาทกัน แล้วจึงเหยียดแขนให้สุด เอนศีรษะไปด้านหน้าเล็กน้อย นับ 1-10 แล้วสลับข้าง ทำแบบเดิมซ้ำ 3 เซ็ทต่อวัน
  4. ท่ายืดกล้ามเนื้อ ท่านี้ให้นั่งบนเก้าอี้ครึ่งก้น แยกขาออก และค่อย ๆ ก้มตัวลงมา โดยใช้มือด้านซ้ายจับที่ข้อเท้าขวา นับ 1-10 แล้วสลับข้าง ทำแบบเดิมซ้ำ 3 เซ็ทต่อวัน

วิธีป้องกันอาการปวดสะบัก

อาการปวดสะบักเป็นอาการที่สามารถป้องกันได้ เพียงเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน ได้แก่

  • หาช่วงเวลาระหว่างวันเพื่อยืดเส้นยืดสาย หลีกเลี่ยงการนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานาน
  • ปรับท่านั่ง และท่ายืนให้ถูกสุขลักษณะ และเหมาะสมกับสรีระ โดยไม่นั่งหลังค่อม ไม่นั่งเอียงไปท่าซ้ายหรือท่าขวา
  • สำหรับผู้ที่ต้องยกของหนักบ่อยครั้ง แนะนำให้ยกในท่าที่ถูกต้อง โดยให้งอเข่าก่อนแล้วจึงค่อย ๆ ยกของ ทางที่ดีที่สุดแนะนำให้หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
  • นอนหลับ พักผ่อนร่างกายให้เพียงพอ เพื่อให้กล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ซ่อมแซมตนเอง
  • ออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็น

สรุป

อาการปวดสะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน การเกิดอุบัติเหตุที่กระทบบริเวณนั้น ๆ การเกิดอาการบาดเจ็บ อักเสบ หรือปวดเกร็งบริเวณอื่น ๆ มาก่อน และไม่ได้รับการรักษา จนทำให้ระดับความรุนแรงของอาการ ถูกพัฒนาให้ลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งอาการปวดสะบักจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน รวมถึงกระทบต่อสุขภาพจิตได้อีกด้วย ดังนั้น ต้องรีบรักษาให้หายตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งการรักษาที่ดีที่สุดของอาการปวดสะบักคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการทำกายภาพบำบัด โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

เกี่ยวกับ Ricco

บริษัท ริคโค จำกัด เริ่มดำเนินธุรกิจเมื่อปี พ.ศ. 2539 เราให้บริการออกแบบ และผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด ด้วยเครื่องพิมพ์ระบบ Offset และ Digital ที่ทันสมัยที่สุด สามารถรองรับงานพิมพ์ได้หลากหลายประเภท เรามีความเป็นมืออาชีพและครบวงจรทางด้านสื่อสิ่งพิมพ์ (One Stop Service) ด้วยประสบการณ์มากกว่า 24 ปี ทำให้เราสร้างสรรค์งานพิมพ์คุณภาพอยู่เสมอ
ทั้งนี้เรายังมีบริการป้อนข้อมูลหรือบริการคีย์ข้อมูลใบสมัคร แบบฟอร์มต่างๆ บริการจัดการ ปรับปรุง แก้ไข ตรวจสอบฐานข้อมูลเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่มีอยู่ยังคงเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ บริการตรวจสอบข้อมูลตามเงื่อนไข การตลาดทางตรงในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์ สามารถเจาะจงลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเราจะสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า เพื่อให้เป็นโรงพิมพ์ที่ลูกค้าไว้วางใจ

ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.freepik.com/

ขอบคุณข้อมูลจาก https://kdmshospital.com , https://www.samitivejchinatown.com/ และ https://www.sarirarak.com/